memory

Saturday, June 19, 2004

ข้อมูลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี พ.ศ. 2547
ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน (นายสมัคร สุนทรเวช) ได้รับเลือกตั้งเมื่อ
23 กรกฎาคม 2543 จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 นั้น ในการ
เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งใหม่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้ควบคุมและจัดให้
มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น
หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ซึ่งมีผลบังคับใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครตั้งแต่วันที่
4 มีนาคม 2546 และกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการจัดการ
เลือกตั้ง สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ สรุปได้ดังนี้
1. วันและเวลาเลือกตั้ง วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2547 เวลา 08.00-15.00 น. (ยังไม่เป็นทางการ)
2. วันและเวลารับสมัครเลือกตั้ง ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2547 ถึงวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2547 รวม 5 วัน เวลา 08.30-16.30 น. (ยังไม่เป็นทางการ)
3. เขตเลือกตั้ง มี 1 เขตเลือกตั้ง โดยใช้พื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมดเป็นเขตเลือกตั้ง (กรุงเทพมหานครมี 50 เขตปกครอง รวมเป็น 1 เขตเลือกตั้ง)
4. คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง

1) มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
2) มีอายุไม่ต่ำหว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อ
กันไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือได้เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษี
โรงเรือนและที่ดินหรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
เป็นเวลาติดต่อกันสามปีนับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้ง
นอกจากนี้ต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฏหมาย เช่น ติดยาเสพติด เป็นบุคคลล้มละลาย ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือถูกเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น
5. ค่าสมัครและค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง
ค่าสมัคร - กฎหมายใหม่กำหนดไว้ 50,000 บาท (ห้าหมื่น)
- กฎหมายเดิมกำหนดไว้ 5,000 บาท (ห้าพันบาท)
ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง
- กฎหมายเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 21,000,000 บาท (ยี่สิบเอ็ดล้านบาท)
- กฎหมายใหม่กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนด
ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
6. ข้อห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง
กฎหมายเดิมได้กำหนดข้อห้ามในการหาเสียง เช่น การจัดมหรสพ การเสนอให้เงิน ทรัพย์สิน
เพื่อลงคะแนนให้ผู้สมัครฯ โดยห้ามผู้สมัครดำเนินการนับจากวันที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง
แต่กฎหมายเลือกตั้งใหม่ห้ามมิให้ดำเนินการหาเสียงในลักษณะที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งดังกล่าว
ก่อนวันครบวาระของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 60 วัน
7. หน่วยเลือกตั้ง มีจำนวน 5,999 หน่วย เพิ่มขึ้น 130 หน่วย
(เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 มีหน่วยเลือกตั้ง 5,869 หน่วย)
8. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีจำนวน 4,172,346 คน (ยอดเดือน เมษายน 2547) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งที่แล้ว เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 3,817,456 คน
9. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
(1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้
สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มี
การเลือกตั้ง คือผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 3 มกราคม 2529
(3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตการเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลา
ติดต่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันเลือกตั้ง นอกจากนี้
ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนด เช่น วิกลจริต
เป็นนักบวช ถูกคุมขังอยู่ตามกฎหมาย หรือยู่ระหว่างถูกเพิกถอน
10. ทุกคนมีหน้าที่ไปเลือกตั้ง ถ้าไม่ไปต้องแจ้งสาเหตุต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานเขตท้องที่ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 7 วัน
โดยสาเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องเป็นเหตุดังต่อไปนี้เท่านั้น คือ
1) เจ็บป่วย ไม่ว่าถึงขนาดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือไม่
2) มีร่างกายทุพพลภาพจนไม่สะดวกในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
3) มีอายุเกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
4) ไม่อยู่ในภูมิลำเนาในเวลาเลือกตั้ง
5) เหตุอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
11. ไม่ไปเลือกตั้งและไม่แจ้งสาเหตุ จะเสียสิทธิดังนี้
1) สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
2) สิทธิร้องคัดค้านการเลือกกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
3) สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
4) สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
5) สิทธิเข้าชื่อร้องขอให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้า ชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น
6) สิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วย
การลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น การเสียสิทธิตาม
วรรคหนึ่ง ให้มีการกำหนดเวลาตั้งแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้งครั้งที่
ผู้นั้นไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น กรณีเสียสิทธิเนื่องจากไม่ไปเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งนี้
จะได้สิทธิคืนมาต่อเมื่อไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งต่อไป
12. บัตรเลือกตั้ง ตามกฎหมายเดิมจะพับเป็นฉบับแยกออกจากกันไม่มีต้นขั้ว ส่วนกฎหมายใหม่ บัตรเลือกตั้งจะพิมพ์เป็นเล่ม ๆ ผู้เลือกตั้งต้องลงชื่อในต้นขั้วบัตรและฉีกบัตรออกจากต้นขั้วเพื่อลงคะแนน และพับก่อนนำไปหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้ง
13. วิธีการลงคะแนน ให้กาเครื่องหมาย กากบาท X เพียงหมายเลขเดียวลงในบัตรเลือกตั้ง โดยบัตรเลือกตั้งจะพิมพ์เป็นเล่มมีต้นขั้วบัตร ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องลงชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และเมื่อลงคะแนนแล้วต้องนำไปหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง
14. การนับคะแนนและประกาศผลการเลือกตั้ง
การนับคะแนน
กฎหมายเดิมนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้ง กฎหมายใหม่ให้นำหีบบัตรไปที่เขตปกครอง
เพื่อนับคะแนนและส่งผลการนับคะแนนมารวมยอดคะแนน ณ ศาลาว่าการ กรุงเทพมหานครหรือ สถานที่อื่นตามความเหมาะสม
การประกาศผลการเลือกตั้ง
กฎหมายเดิมให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ประกาศ
กฎหมายใหม่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ประกาศ

15. การร้องคัดค้านการเลือกตั้ง
กฎหมายเดิมให้ร้องต่อศาลแพ่ง กฎหมายใหม่ให้ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยผ่านผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร
16. การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบเหลือง ใบแดง)
กฎหมายเดิมไม่มี กฎหมายใหม่หากคณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนพบว่าผู้สมัครรายใดกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้สมัครรายนั้นกรณีต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และผู้สมัครรายดังกล่าวต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
17. งบประมาณในการดำเนินการเลือกตั้ง
ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้กรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ไว้แล้วจำนวน 100,000,000 บาท (หนึ่งร้อยล้านบาท) ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 ใช้งบประมาณไปจำนวน 84,765,541.70 บาท (แปดสิบสี่ล้านเจ็ดแสนหกหมื่นห้าพันห้าร้อยสี่สิบเอ็ดบาทเจ็ดสิบสตางค์)
แต่อย่างไรก็ตามยอดงบประมาณดังกล่าวคงไม่เพียงพอ เนื่องจากขณะนี้ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 โดยแก้ไขให้มีการนับคะแนน ณ สถานที่แห่งเดียวของแต่ละเขตปกครองแทนนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเรื่อง เงินตอบแทนเจ้าหน้าที่นับคะแนนและค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการนับคะแนน เป็นต้น

.......................................................................................

วิวัฒนาการการปกครองท้องถิ่น
ประเทศไทย จัดระเบียบบริหารราชการภายในประเทศ โดยถือหลักการรวมอำนาจอย่างเดียวมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เรียกว่า "ระบอบราชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ถึงแม้พระมหากษัตริย์จะทรงมีพระราชอำนาจตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างสูงสุด แต่ในสมัยพ่อยุนรามคำแหง พระองค์ไม่เคยทรงใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด กลับวางพระองค์ใกล้ชิดกับประชาชน โปรดให้เข้าเฝ้าร้องทุกข์ด้วยตนเอง และทรงพิจารณาข้อพิพาทด้วยพระองค์เอง ทรงสั่งสอนและอบรมราษฎรเป็นเหมือนลูก การปกครองสมัยนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นการปกครองแบบบิดาปกครองบุตร หลักการปกครองแบบนี้ได้ทรงนำมาปฏิบัติตามกันหลายสมัยมากบ้างน้อยบ้างตามพระราชอัธยาศัยเพราะเป็นการปกครองตามคติของไทยและถือเป็นข้อปฏิบัคิของนักปกครองที่ดี และถ้าเปรียบเทียบกับการปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน วิธีการนี้ก็คือ "การเข้าถึงประชาชน"
การจัดระเบียบบริหารบริหารราชการแผ่นดินที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนในระเบียบแบบแผนในการปกครองได้เริ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ได้ทรงเห็นลักษณะวิธีการปกครองหรือการบริหารแผ่นดินของขอม ซึ่งเอาแบบอย่างมาจากอินเดีย คือมีการจัดแบ่งส่วนราชการออกเป็น 4 แผนก จึงทรงนำแบบอย่างนี้มาใช้และเรียกว่า "จตุสดมภ์" แปลว่าหลักสี่ ได้แก่ เวียงหรือเมือง วัง คลัง นา ต่อมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งถือเป็นพระมหากษัตริย์นักรัฐศาสตร์ได้ทรงเปลี่ยนหัวหน้าจตุสดมภ์ใหม่ คือให้
• ขุนเวียงหรือขุนเมือง เป็น พระนครบาล เป็นพนักงานปกครองท้องที่ รักษาสันติสุข
• ขุนวัง เป็น พระธรรมมาธิกรณ์ มีหน้าที่ทางยุติธรรม
• ขุนนา เป็น เกษตราธิการ เป็นพนักงานตรวจตราการทำไร่และออกสิทธินา
• ขุนคลัง เป็น พระโกษาธิบดี เป็นพนักงานรับจ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ อันได้มาจากภาษีอากร
และได้ทรงปรับปรุงการบริหารการปกครองแยกข้าราชการทหารกรับข้าราชการพลเรือนออกตากกัน ทรงตั้งเสนาบดีขึ้นอีก 2 ตำแหน่ง คือ สมุหกลาโหม เป็นหัวหน้าราชการฝ่ายทหาร หรือ กระทรวงกลาโหม และสมุหนายก เป็นหัวหน้าราชการฝ่ายพลเรือนหรือกระทรวงมหาดไทยให้เสนาบดีทั้ง 2 กระทรวง มียศเป็นอัครมหาเสนาบดี สูงกว่า เสนาบดีจตุสดมภ์ทั้ง 4
ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.2231-2246) ได้ทรงพิจารณาเห็นว่า ฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนมักมีการสั่งการที่ก้าวก่ายกัน จึงทรงเปลี่ยนแปลงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินจากหลักเดิม คือ หัวเมืองฝ่ายเหนือให้สมุหนายก บังคับการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หัวเมืองฝ่ายใต้ให้สมุหกลาโหมบังคับการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนทั้งหมด
ระเบียบแบบแผนนี้ได้ถือปฏิบัติมาจนถึงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งการจัดรูปแบบการปกครองราชธานีแบบอารยประเทศได้ปรากฎชัดเจนมากที่สุด
ในปีพุทธศักราช 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงปฏิรูปการบริหารและการปกครองบ้านเมืองเสียใหม่เพื่อให้ทันสมัยเท่าเทียมอารยประเทศ ทรงทำด้วยวิธีการแบบค่อยเป็นค่อยไป ทรงเห็ฯว่าวิธีการเปลี่ยนแปลงไปทีละขึ้นจะเป็นผลดีกว่าลงมือเปลี่ยนแปลงการปกครองจะกระบอบเดิมอย่างทันทีทันใด การปฏิรูปการบริหารและการปกครองครั้งใหญ่ที่ทรงจัดทำมีดังนี้
1. ทรงตั้งสภาการแผ่นดิน ขึ้น 3 สภา ได้แก่
• สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับพระราชดำริในข้อราชการที่สำคัญและจะตราเป็ฯตัวบทกฏหมาย
• องคมนตรีสภาหรือสภาที่ปรึกษาในพระองค์ มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาส่วนพระองค์ และหน้าที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินด้วย
• เสนาบดีสภา มีหน้าที่ปรึกษาหารือข้อราชการต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย
2. ทรงปฏิรูปการบริหารและการปกครองส่วนกลาง ทรงยกเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เสนาบดีจตุสดมภ์และแบ่งส่วนราชการออกเป็น 12 กระทรวง แต่ละกระทรวงมีอำนาจหน้าที่เฉพาะอย่างไม่ปะปนกัน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงนครบาล กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุทธนาธิการ กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงมุรธาธร
3. ทรงปฏิรูปการบริหารและการปกครองส่วนภูมิภาค ทรงตั้งมณฑลเทศาภิบาลเนื่องจากการจัดแย่งหัวเมืองขึ้นกับกระทรวงต่างๆ จึงมีพระราชประสงค์ที่จะรวมหัวเมืองทั้งหมดขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแต่แห่งเดียว จึงทรงปฏิรูปรวมหัวเมืองต่างๆ ตั้งเป็นมณฑลขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย และมีอำนาจหน้าที่ปกครองลดหลั่นเป็นชั้นๆตามลำดับ และทรงแต่งตั้งข้าหลงงใกญ่ไปบัญชาการต่างพระเนตรพระกรรณประจำมณฑลต่างๆ ต่อมาทรงพบว่า หัวเมืองใหญ่น้อยมีอยู่มาก ตั้งอยู่กระจัดกระจายห่างกัน และยังห่างไกลต่อความเจริญการคมนาคมระหว่างหัวเมืองต่างๆ ก็ไม่สะดวก การสั่งงานจากส่วนกลางไปยังหัวเมืองไม่บังเกิดผลสำเร็จ การออกตรวจราชการตามหัวเมืองก็ไปได้ไม่ทั่วถึง ควรจัดรวบรวมหัวเมืองใกล้เคียงกันอย่างน้อย 2 หัวเมือง ตั้งเป็นมณฑล นับเป็นผลดีที่ทำให้มีการปฏิรูปการบริหารและการปกครอง ในส่วนภูมิภาคแยกออกเป็นจังหวัด อำเภอ กิ่งอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน จนมีทั่วพระราชอาณาจักร ยกเว้นมณฑลกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นที่ตั้งราชธานีจึงมีระเบียบการปกครองเป็นพิเศษต่างจากมณฑลอื่นๆ มณฑลกรุงเทพฯ แบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัดอำเภอและตำบล ไม่มีหมู่บ้าน ผู้ปกครองออกเป็นจังหวัดเรียกว่า "นครบาลประจำจังหวัด" มี 6 จังหวัด คือพระนคร ธนบุรี สมุทรปราการ นครเขื่อนขันธ์ ปทุมธานี และนนทบุรี จังหวัดในกรุงเทพฯ มีอำเภอ 2 ชนิด คือ อำเภอชั้นในแย่งเขตการปกครองเป็นเพียงตำบล ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีกำนัน แพทย์ประจำตำบล และไม่มีสารวัตรกำนัน เหมือนกับอำเภอชั้นนอนซึ่งแบ่งเป็นตำบล หมู่บ้าน มีพนักงานปกครองตำบลตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช 2457 และข้อบังคับปกครองหัวเมืองโดยอนุโลม
การบริหารราชการที่ก้าวหน้าของมณฑลกรุงเทพพระมหานคร คือ ทรงสถาปนากรมสุขาภิบาลขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 และโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาล ท่าฉลอม พ.ศ.2448 และระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลหัวเมืองต่างๆ พ.ศ.2450 ขึ้นใช้ทั้งนี้เพื่อทรงทดลองใช้ระบอบการปกครองแบบเทศบาลอย่างต่างประเทศที่ให้อำนาจราษฎรปกครองกันเองซึ่งเป็นการเริ่มมีแนวคิดในการจัดรูปแบบการปกครองท้องถิ่นขึ้นเป็นครั้งแรกโดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบนการกำจัดขยะมูลฝอยและอุจจาระควบคุมการก่อสร้างอาคารที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และขจัดเหตุเดือดร้อนรำคาญต่างๆ ในทำนองเดียวกับการทำหน้าที่ของเทศบาลในประเทศที่เจริญแล้ว และสาเหตุที่ไม่สามารถจัดตั้งเป็นการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาลได้ในขณะนั้น เพราะประเทศไทยยังตกอยู่ภายใต้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต การออกกฎหมายข้อบังคับที่เกียวข้องกับคนต่างประเทศจะต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่เกี่ยวข้องเสียก่อนเป็นการยุ่งยากมากจึงทรงเลี่ยงมาเป็นการจัดตั้งสุขาภิบาลแทน
โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่าการปฎิรูปการบริหารและการปกครองโดยแบ่งท้องที่ออกเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ กิ่งอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านครั้งนั้น ทำให้ภาวะของส่วนภูมิภาคถูกเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเพราะมีการปกครองบังคับบัญชาลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ จากส่วนกลางไปสู้มณฑล จากมณฑลไปสู่จังหวัดตามลำดับไปจนถึงหมู่บ้านเป็นที่สุด แต่เป็นลักษณะการปกครองแบบรวมอำนาจปกครองไว้ในส่วนกลาง คือให้อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย เฉพาะมณฑลกรุงเทพฯ ให้อยู่ในบังคับบัญชากระทรวงนครบาล
จากเทศบาลนครหลวงสู่กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทยเริ่มมีการจัดระเบียบราชการแผ่นดินเป็นราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ พ.ศ.2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศมีเอกภาพในการปกครอง โดยจัดให้ราชการส่วนกลางประกอบด้วย 12 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงนครบาล กระทรวงเกษตร กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุทธนาธิการ กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ และกระทรวงมุรธานิการ และราชการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 18 มณฑล ได้แก่ มณฑลกรุงเทพฯ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีนบุรี มณฑลราชสีมา มณฑลนครชัยศรี มณฑลนครสวรรค์ มณฑลอยุธยา มณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลชุมพร มณฑลเขมร มณฑลอุดร มณฑลไทรบุรี มณฑลเพชรบูรณ์ มณฑลพายัพ มณฑลปัตตานี มณฑลจันทบุรี มณฑลอุบล และมณฑลร้อยเอ็ด มณฑลต่างๆ จะอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของเสนาบดีกระทรวงนครบาลซึ่งการแบ่งหน่วยการปกครองเป็นมณฑล เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ลักษณะการปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2440
มณฑลกรุงเทพฯ ประกอบด้วยตังหวัดพระนคร ธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พระประแดง (นครเขื่อนขันธ์) สมุทรปราการ ธัญบุรี และมีนบุรี ต่อมามีการโอนจังหวัดปทุมธานีและธัญบุรีไปขึ้นกับมณฑลอยุธยา ส่วนจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี มีลักษณะการปกครองแตกต่างจังหวัดอื่นมาตั้งแต่ต้น กล่าวคือ ทั้งสองจังหวัดอยู่ภายใต้การปกครองของอธิบดีกรมนครบาล
พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อมณฑลกรุงเทพฯ เป็น "กรุงเทพพระมหานคร" และให้รวมมณฑลหลายๆ มณฑลเข้าเป็นภาค มีอุปราชทำหน้าที่ตรวจตราเหนือสมุหเทศาภิบาล เป็นตำแหน่งที่ขึ้นตรงต่อกษัตริย์ ซึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกเลิกตำแหน่งอุปราช เมื่อปี พ.ศ. 2468 ทำให้มีผลยกเลิกการแย่งภาคไปโดยอัตโนมัติ และได้ทรงประกาศยุบและรวมการปกครองมณฑลต่างๆ
พ.ศ.2459 โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเปลี่ยนคำว่า "บริเวณ" และ "เมือง" เป็น "จังหวัด" เมืองน้อยที่เคยสังกัดเมืองใหญ่หรือเป็นเมืองในบังคับบัญชาของเมืองเอกมาแต่เดิม ให้เรียกว่า " อำเภอ" ให้เหมือนกันทั่วราชอาณาจักร
ในปี พ.ศ. 2465 โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกกระทรวงนครบาลและให้โอนราชการมารวมกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้กระทรวงมหาดไทยได้บังคับบัญชาหัวเมืองต่างๆแต่กระทรวงเดียวจนกระทั่งบัดนี้
เมื่อมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การบริหารและการปกครองระบบเทศาภิบาล รวมทั้ง สมุหเทศาภิบาลและคณะข้าหลวงประจำมณฑลทั้ง 10 มณฑล ก็ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2476 โดยในปีพุทธศักราช 2475 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์มาเป็นรอบอบประชาธิปไตย ซึ่งตามพระราชบัญญัติฯ ฉบับดังกล่าวมีบทบัญญัติให้เปลี่ยนหลักการแบ่งเขตส่วนภูมิภาคขึ้นใหม่ ให้ถือจังหวัดเป็นเขตการปกครองในส่วนภูมิภาค และมิให้แบ่งเขตการปกครองเป็นมณฑล นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญที่ให้มีการจัดระบบการปกครองประเทศใหม่ ตามมาตรา 4 ให้จัดระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรใหม่ไทย ดังนี้
1. ราชการบริหารส่วนกลาง
ให้จัดระเบียบราชการ แบ่งเป็นกระทรวงหรือเป็นทบวงการเมือง ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง มีรัฐมนตรีรับผิดชอบ และ ให้มีหน่วยงานต่างๆ ดังนี้
• สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
• สำนักงานปลัดกระทรวง
• กรม
2. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
ให้จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมภาค เป็นจังหวัด และอำเภอ เท่ากับเป็นการยกเลิกากรปกครองแบบเขตมณฑลไปด้วย
3. ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
ให้จำแนกเป็น
• เทศบาลตำบล ได้แก่ ตำบลต่างๆ
• เทศบาลเมืองและนครบาล ได้แก่ เทศบาลต่างๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานจังหวัด หรือเทศบาลในที่ชุมนุมชน
• สหเทศบาล ได้แก่ เทศบาลที่รวมกันเพื่อประกอบกิจการบางชนิด
สำหรับราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ในปีพุทธศักราช 2476 ได้ทรงตราพระราชบัญญัติระเบียบเทศบาล 2476 เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2476 เริ่มจัดให้มีการกระจายอำนาจการปกครองในรูปแบบเทศบาล ส่วนพื้นที่นอกเขตเทศบาลซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอก็มีการปกครองท้องถิ่นแบบสุขาภิบาล และสำหรับพื้นที่นอกเขตสุขาภิบาลและเทศบาล รวมกันเรียกว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด และในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้มีการจัดตั้งสภาจังหวัด โดยรัฐบาลแต่งตั้งทั้งหมด ตามบทเฉพาะกาลสภาจังหวัดระยะแรกๆ ยังมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นตามกฎหมายและโดยผลแก่งพระราชบัญญํติฉบับนี้ ทำให้มีการจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2480 เปิดดำเนินงานในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2480
จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี มีลักษณะแตกต่างจากจังหวัดอื่น คือ เป็นที่ตั้งของราชการส่วนกลาง และปราชาชนทั้งสองจังหวัดมีความผูกพันต่อกันในการใช้ชีวิตประจำวันเหมือนอยู่ในจังหวัดเดียวกันตลอดมา จึงได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2514 รวมจังหวัดพระนครเข้ากับจังหวัดธนบุรี เรียกว่า "นครหลวงกรุงเทพธนบุรี" และรวมองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นองค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี มีสภาจังหวัดเรียกว่า สภานครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็น เทศบาลนครหลวง มีการบริหารงานประกอบด้วยสภาเทศบาลนครหลวงและเทศมนตรี มีผู้ว่าราชการนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็น นายกเทศมนตีนครหลวงโดยตำแหน่ง
แต่โดยที่นครหลวงกรุงเทพธนบุรีเป็นมหานครมีประชากรอยู่หนาแน่นและเป็นศูนย์รวมของกิจการต่างๆ จึงได้มีการจัดรูปการปกครองและการบริหารจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรีใหม่ โดยการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการ ส่วนราชการและแบ่งขอบเขตท้องที่การปกครองให้มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถทำงาน แก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นสามารถบริหารอำนวยความสะดวกและเข้าถึงประชาชนในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรีได้โดยแท้จริงและรวดเร็ว จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ให้เรียกนครหลวงของประเทศไทยว่า "กรุงเทพมหานคร" โดยรวมราชการบริหารส่วนภูมิภาค คือ จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาลนครหลวง องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรีสุขาภิบาลในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็นองค์การปกครองเดียวกัน
การจัดองค์การปกครอง "กรุงเทพมหานคร" ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335
กรุงเทพมหานครได้จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2515 เป็นการจัดรูปการบริหารและการปกครองที่มีลักษณะที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจะกจังหวัดอื่นๆของประเทศ
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองและการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร ดังนี้
1. ฐานะของกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป้ฯตังหวัด ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2515
2. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นองค์กรฝ่ายบริหารของกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบในการบริหารให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรี และคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เหมาะสมต่อท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการและลูกจ้างของกรุงเทพมหานคร และจะให้มีรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ช่วยปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและรองผผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งและถอดถอนโดยคณะรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนดได้ด้วย
3. สภากรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานครเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 สภากรุงเทพมหานครประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ ประเภทแรกราษฎรเลือกตั้งเขตละหนึ่งคน และประเภทที่สอง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งมีจำนวนเท่ากับจำนวนเขตในกรุงเทพมหานคร สมาชิกดังกล่าวอยู่ในตำแหน่ง คราวละ 4 ปี และเฉพาะ 4 ปีแรก ของการจัดตั้งกรุงเทพมหานคร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครแทนการเลือกตั้ง
ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ สภากรุงเทพมหานครมีหน้าที่เพียงตราข้อบัญญัติกรุงเทพเท่านั้น และในการเสนอร่างข้อบัญญํติ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้เสนอฝ่ายเดียวสมาชิกไม่มีอำนาจที่จะเสนอได้ หากสภากรุงเทพมหานครพิจารณาร่างข้อบัญญัติใดที่ไม่มีบทกำหนดโทษแล้วไม่เห็นชอบด้วย ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอร่างข้อบัญญัตินั้น ให้สภากรุงเทพมหานครพิจารณาใหม่ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่สภากรุงเทพมหานครไม่เห็นชอบด้วย ถ้าสมภากรุงเทพมหานครยืนยัน ตามเดิมให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณา ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบด้วยก็ให้ส่งร่างข้อบัญญัตินั้นคืนให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามประกาศใช้บังคับ ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่เห็นชอบด้วย ร่างข้อบัญญํตินั้นเป็นอันตกไป

4. การจัดหน่วยการปกครองของกรุงเทพมหานคร ตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวนี้ได้จัดหน่วยการปกครองออกเป็น 3 ระดับ คือ
4.1 การบริหารราชการกรุงเทพมหานครส่วนกลาง มีฐานะเป็นสำนักงานกลาง ได้แก่ สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งตามกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดว่าการจัดระเบียบราชการดังกล่าวนี้ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเทศกิจจานุกเบกษาของกรุงเทพมหานครด้วย
สำหรับการบริหารราชการกรุงเทพมหานครส่วนกลางนี้ ทำหน้าที่เสมือนงานที่ปรึกษา (Staff Function) ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและปลัดกรุงเทพมหานครในด้านเสนอนโยบายและแผนงาน และช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติงานของเขตในด้านวิชาการ เช่นงานด้านโยธา การศึกษา การแพทย์และอนามัย การสุขาภิบาล การทะเบียนต่างๆ
4.2 การบริหารราชการเขต ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการหรือหน่วยงานภาคสนาม (Line Function) ที่จะนำเอาบริการต่างๆของกรุงเทพมหานครไปสู่ประชาชน การแบ่งกรุงเทพมหานครออกเป็นเขตให้ตราเป็นพระราชฎีกา มีหัวหน้าเขตเป็นหัวหน้าปฏิบัติราชการโดย ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแป่นดินกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด กฎหมายว่าด้วยเทศบาล กฎหมายว่าด้วยสุขาภิบาล และกฎหมายอื่นที่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ นายอำเภอ หัวหน้าแขวงเทศบาลนครหลวง ประธานกรรมการและคณะกรรมการสุขาภิบาล และตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมอบหมายและได้แบ่งเขตออกเป็น 24 เขต โดยถือตามพื้นที่ปกครองของอำเภอที่มีอยู่เดิม ได้แก่ เขตพระโขนง เขตพญาไท เขตดุสิต เขตยานนาวา เขตธนบุรี เขตบางกอกน้อย เขตบางเขน เขตปทุมวัน เขตบางกะปิ เขตบางรัก เขตบางขุนเทียน เขตภาษีเจริญ เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตหนองจอก เขตคลองสาน เขตมีนบุรี เขตสัมพันธวงศ์ เขตลาดกระบัง เขตราษฎร์บูรณะ เขตตลิ่งชัน เขตบางกอกใหญ่ เขตห้วยขวาง และเขตหนองแขม

4.3 การบริหารราชการแขวง ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ข้อ 15 บัญญัติไว้ว่า "ในเขตหนึ่ง ๆ จะแบ่งออกเป็นแขวงเพื่อให้มีหัวหน้าแขวงคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยรับผิดชอบการปฏิบัติราชการภายในแขวง และเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการภายในแขวง และจะมีผู้ช่วยหัวหน้าแขวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและช่วยหัวหน้าแขวงปฏิบัติราชการแทนก็ได้
การบริหารงานของแขวงแม้ว่าจะได้กำหนดไว้ในกฎหมายให้มีขึ้นก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติกรุงเทพมหานครยังไม่ได้ดำเนินการจัดตึ้งแขวงขึ้นแต่อย่างใดกระทั่งได้ประกาศใช้พระราชบัญญิติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 แล้ว ฐานะและการบริหารงานแขวงก็ยังเป็นแต่เพียงในนามทางนิตินัยเท่านั้น

5. การคลังของกรุงเทพมหานคร ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ข้อ 22 ได้กำหนดไว้ว่า "งบประมาณประจำปีของกรุงเทพมหานครต้องตราเป็นข้อบัญญัติ" และข้อ 23 ได้กำหนดว่า "รายได้และรายจ่ายของกรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนดให้เป็นรายได้และรายจ่ายของนครหลวงกรุงเทพธนบุรีองค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เทศบาลนครหลวง และสุขาภิบาลต่าง ๆ ในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรี หรือที่จะได้มีกฎหมายกำหนดให้"
6. การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ข้อ 26 วรรคสอง ได้กำหนดไว้ว่า "ในระหว่างที่ยังไม่มีกฏหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครใช้บังคับให้นำกฏหมายและระเบียบว่าด้วยข้าราชการพลเรือน ข้าราชการส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาลและลูกจ้าง มาใช้บังคับแก่บุคคลเหล่านั้นโดยอนุโลม แล้วแต่กรณี"
7. การควบคุมกรุงเทพมหานคร ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ข้อ 24 ได้กำหนดให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกรุงเทพมหานคร และมีอำนาจสั่งยุบสภากรุงเทพมหานครได้ ซึ่งแตกต่างกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นรูปอื่นๆ ซึ่งควบคุมโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ และจังหวัดก็ถูกควบคุมโดยปลัดกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ
กรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518
หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อ พ.ศ. 2516 สภานิติบัญญติแห่งชาติชุดใหม่ได้มีการเสนอแก้ไขการปกครองกรุงเทพมหานครให้เป็นการปกครองตนเองของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา 3 ฉบับ 2 ฉบับมีหลักการคล้ายคลึงกัน คือ ให้มีองค์การปกครองท้องถิ่นที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่วนฉบับที่ 3 ให้กรุงเทพมหานครเป็นเทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีตามเดิมในที่สุดสภานิติบัญญัติจึงลงมติให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 และให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยมีสาระสำคัญ คือ
1. ฐานะของกรุงเทพมหานคร กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง ดังนั้นกรุงเทพมหานครจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
2. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายฉบับนี้ องค์กรบริหารประกอบด้วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนหนึ่ง และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 4 คน เป็นผู้ช่วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการบริหารงานของกรุงเทพมหานครตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมอบหมาย และกำหนดให้มีปลัดกรุงเทพมหานครคนหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด และตามคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของกรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร กำกับ เร่งรัด ติดตามผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างของกรุงเทพมหานคร รองจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและจะให้มีรองปลัดกรุงเทพมหานครหรือผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานครหรือมีทั้งรองปลัดกรุงเทพมหานครและผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ช่วยสั่ง และปฏิบัติราชการตามที่มอบหมายได้
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นข้าราชการการเมือง ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงและลับจากประชาชนโดยการสมัครและทำการเลือกตั้งเป็นคณะอยู่ในตำแหน่งตามวาระคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง
ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีอำนาจดังนี้
(1) รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามกฎหมาย
(2) สั่ง อนุมัติ อนุญาต เกี่ยวกับราชการของกรุงเทพมหานครตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
(3) แต่งตั้งเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษา หรือคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือเป็นคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติราชการใด ๆ
(4) กำหนดค่าตอบแทนสำหรับประธานที่ปรึกษา และเบี้ยประชุมสำหรับคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการ ทั้งนี้โดยความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย
(5) บริหารราชการตามที่นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมอบหมาย
(6) วางระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการงบประมาณ การเงิน การคลัง การพัสดุ การจ้าง และอื่นๆ ทั้งนี้ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
(7) รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
(8) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2515 กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด กฎหมายว่าด้วยเทศบาล กฎหมายว่าด้วยสุขาภิบาล และกฎหมายอื่นที่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจ หน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี คณะเทศมนตรี ประธานกรรมการสุขาภิบาล คณะกรรมการสุขาภิบาล แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม ทั้งนี้ เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
3. สภากรุงเทพมหานคร เป็นองค์การฝ่ายนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน โดยถือหลักเกณฑ์จำนวนราษฎรหนึ่งแสนคนต่อสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหนึ่งคนเศษของหนึ่งแสนคนถึงหน้าหมื่นคนหรือกว่านั้น ก็ให้นับเป็นหนึ่งแสนคน และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง และได้แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 9 เขต
สภากรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ให้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหาร มากกว่าประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
1. ตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในข้อความใดๆอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร
2. เสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริงหรือ แสดงความคิดเห็นในปัญหาอันเกี่ยวกับการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร แต่สภากรุงเทพมหานครจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายไม่ได้
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการอภิปรายทั่วไปในสภากรุงเทพมหานครมีสิทธิที่จะขอระงับการเปิดอภิปรายทั่วไปนั้นเสียได้เมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของกรุงเทพมหานคร
3. ลือกสมาชิกสภากรุงเพทมหานครเพื่อตั้งเป็นคณะกรรมการสามัญ และเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือมิได้เป็นสมาชิก ตั้งเป็นคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใดๆอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร แล้วรายงานต่อสภากรุงเทพมหานครหรือเพื่อให้ข้อปรึกษาหรือแนะนำในนามของสภากรุงเทพมหานครต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
4. ให้ความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
5. สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดมีสิทธิเสนอญัตติให้สภากรุงเทพมหานครพิจารณามีมติให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรให้ถอดถอนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกจากตำแหน่ง
4.การจัดหน่วยการปกครองของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้จัดหน่วยการปกครองและบริหารออกเป็น 3 ระดับ คือ การบริหารราชการกรุงเทพมหานครส่วนกลาง การบริหารราชการเขตและการบริหารราชการแขวง นอกจากนี้ มาตรา 11 วรรคสอง ยังได้กำหนดไว้ว่า "ให้ส่วนราชการของกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง"
5. การคลังและทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ในทำนองเดียวกันกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 เช่น งบประมาณรายจ่ายของกรุงเทพมหานครให้ทำเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เป็นต้น เพียงแต่ได้กำหนดที่มาของรายรับและรายจ่ายไว้โดยละเอียดและชัดแจ้งมากกว่าประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335
6. การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา 9 ได้บัญญัติไว้แต่เพียงว่า "ให้บรรดาข้าราชการและลูกจ้างของกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับคงเป็นข้าราชการและลูกจ้างของกรุงเทพมหานครตามพระบัญญัตินี้โดยให้นำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
7. อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 มาตรา 66 ได้บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครไว้ว่า "นอกจากอำนาจหน้าที่อันจะพึงมีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งใดที่อ้างถึงกรุงเทพมหานครตามความในมาตรา 4 แล้ว ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายให้กรุงเทพมหานครีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในเขตกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับ
(1) การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมทั้งการจัดให้มีตำรวจกรุงเทพมหานคร และการดูแลและบังคับการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร
(2) การจัดให้มีการบำรุงทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ
(3) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง
(4) การสาธรณสุข การอนามัยครอบครัวและการรักษาพยาบาล
(5) การสาธารณูปโภค
(6) การจัดการศึกษา
(7) การส่งเสริมการประกอบอาชีพ
(8) การป้องกันและบรรเทาสารณภัย
(9) การปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรมและจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
(10) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือและท่าข้าม
(11) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน
(12) การวิศวกรรมจราจร
(13) การพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
(14) การจัดให้มีและบำรุงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
(15) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์
(16) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์
(17) การควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัยในโรงมหรสพและสาธารณสถานอื่นๆ
(18) การสาธารณูปการ
(19) การสังคมสงเคราะห์
(20) การสงเสริมการกีฬา
(21) การพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร
(22) หน้าที่อื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมอบหมาย หรือที่กฎหมายระบุเป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร
8. การควบคุมกรุงเทพมหานคร พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกับบทบัญญัติของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 นอกจากนี้ยังได้กำหนดรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกรุงเทพมหานครโดยละเอียด เช่น การตั้งงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้แก่กรุงเทพมหานคร ให้รัฐบาลตั้งให้แก่กรุงเทพมหานครโดยตรง เป็นต้น
กรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
รูปแบบการปกครองของกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งกำหนดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดความขัดแย้งในคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครอันจะเป็นผลเสียแก่ราชการกรุงเทพมหานครจึงได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราฃการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 มาประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
ในเนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 กับฉบับ พ.ศ. 2528 มีส่วนคล้ายคลึงกัน แต่ได้ปรับปรุงถ้อยคำและเพิ่มแนวความคิดใหม่ๆ ในสาระสำคัญหลายประการ เพื่อให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นสากลมากขึ้น รวมทั้งเพื่อแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องในการบริหารราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น คือ
1. การจัดระเบียบราชการกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครขึ้น เขตเปลี่ยนเป็นสำนักงานเขต การตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงสำนักหรือการแบ่งส่วนราชการภายในให้จัดทำเป็นประกาศกรุงเทพมหานคร โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
2. เขต การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตและแขวง ให้จัดทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกรุงเทพมหานคร และเปลี่ยนชื่อเดิม "หัวหน้าเขต" เป็น "ผู้อำนวยการเขต" นอกจากนี้ยังได้ตราบทบัญญัติให้มี "สภาเขต" ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
(1) ในเขตหนึ่งๆให้มีสภาเขต ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งมีจำนวนอย่างน้อยเขตละ 7 คน ถ้าเขตใดมีราษฎรเกินหนึ่งแสนคน ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตในเขตนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนต่อจำนวนราษฎรทุกหนึ่งแสนคน เศษของหนึ่งแสนคนถ้าถึงห้าหมื่นหรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งแสนคน โดยกำหนดอายุของสภาเขตมีกำหนดคราวละ 4 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง
(2) กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเขตเช่นเดียวกับการเลือกตั้งสภากรุงเทพมหานคร
(3) หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
(4) สภาเขตมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนพัฒนาเขตต่อผู้อำนวยการเขตและสภากรุงเทพมหานคร จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาเขต ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรืองบประมาณรายจ่าย สอดส่องและติดตามดูแลการดำเนินการของสำนักงานเขต ให้คำแนะนำหรือข้อสังเกตต่อผู้อำนวยการเขตเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขการบริการประชาชนภายในเขต หากผู้อำนวยการเขตไม่ดำเนินการใดๆ โดยไม่แจ้งเหตุผลให้ทราบ ให้สภาเขตแจ้งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาดำเนินการต่อไป ให้คำปรึกษาตามที่ผู้อำนวยการเขตร้องขอ แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด อันเกี่ยวกับการงานของสภาเขต ทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการนั้น และหน้าที่อื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด หรือที่สภากรุงเทพมหานครมอบหมาย
3.ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพียงคนเดียว และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
4. สภากรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายฉบับเดิม ถ้าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแนะนำให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย ยุบสภากรุงเทพมหานครเป็นครั้งที่สองให้รัฐมนตรีสั่งยุบสภากรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่ง และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน นับตั้งแต่ยุบสภากรุงเทพมหานคร แต่ตามกฎหมายฉบับใหม่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาจไม่เห็นชอบให้ยุบสภากรุงเทพมหานครก็ได้ แต่ต้องทำเป็นประกาศกระทรวงหมาดไทยพร้อมเหตุผลและประกาศในราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ยังให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยอนุมัติคณะมนตรีให้ยุบสภากรุงเทพมหานครได้อีกทางหนึ่งโดยตรง เมื่อมีการขัดแย้งหรือการดำเนินการไปในทางที่ไม่ถูกต้องระหว่างสภากรุงเทพมหานครกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จนเกิดความเสียหายแก่กรุงเทพมหานคร
5.อำนาจหน้าที่กรุงเทพมหานคร สรุปได้ดังนี้
5.1 เพิ่มอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครจากกฎหมายฉบับ เดิม 5 ประการ ได้แก่ การทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด การผังเมือง การขนส่ง การดูแลรักษาที่สาธารณะ และการควบคุบอาคาร
5.2 กำหนดให้กระทรวง ทบวง กรม และราชการส่วน ภูมิภาคสามารถมอบอำนาจหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครดำเนินการได้ โดยให้ทำเป็นพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ หรือประกาศ แล้วแต่กรณี ในกรณีทำเป็นข้อบังคับหรือประกาศ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
5.3 เพิ่มอำนาจให้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดกรุงเทพมหานคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการที่เป็นสำนักหรือเทียบเท่าสำนักผู้อำนวยการเขต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต และข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ให้มีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร
6.การคลังและทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร สรุปได้ดังนี้
6.1 กรุงเทพมหานครสามารถกู้เงินจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ โดยได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร
6.2 ตราข้อบัญญัติเก็บภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลและน้ำมันที่คล้ายกัน และก๊าซปิโตรเลียมซึ่งสถานการค้าปลีกในเขตกรุงเทพมหานครเป็นผู้จำหน่ายได้ไม่เกินลิตรละห้าสตางค์ แต่กรุงเทพมหานครยังไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะอาจเล็งเห็นว่าอาจเกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง
6.3 ตราข้อบัญญัติเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นไม่เกิดร้อยละ 10 ของภาษีและค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในการเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ซึ่งกรุงเทพมหานครยังไม่ดำเนินการเช่นเดียวกันกับข้อ 6.2
6.4 ตราข้อบัญญัติเก็บภาษีข้อมูลค่าเพิ่มขึ้นจากอัตราที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร ในกรณีที่ประมวลรัษฎากรเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละศูนย์ ให้กรุงเทพมหานครเก็บในอัตราร้อยละศูนย์และกรณที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราอื่น ให้กรุงเทพมหานครเก็บหนึ่งในเก้าของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร
6.5 ตราข้อบัญญัติเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ จากผู้ซึ่งใช้หรือได้ประโยชน์จากบริการสาธารณะที่กรุงเทพมหานครจัดให้มีโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่กรุงเทพมหานครก็ยังไม่เคยดำเนินการเช่นเดียวกัน
6.6 การมอบอำนาจปลัดกรุงเทพมหานครหรือผู้อำนวยการเขตโดยความเห็นชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งยึดหรือสั่งขอยทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดชอบเสียภาษีอากรได้ โดยไม่ตอ้งขอให้ศาลออกหมายยึดสั่ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายฉบับใหม่จะมีเจตนารมณ์ให้กรุงเทพมหานครมีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง บทบัญญัติเหล่านี้จึงไม่อาจสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาการบริหารกรุงเทพมหานครได้ตามที่คาดหวังไว้
7. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกรุงเทพมหานคร บัญญัติไว้ดังนี้
มาตรา 121 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการอื่นยอกเหนือจากที่พระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ถ้ากระทรวง ทบวง กรมใดเห็นสมควรส่งข้าราชการมาประจำกรุงเทพมหานครเพื่อปฏิบัติราชการในหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม นั้นๆ ก็ย่อมกระทำได้โดย ทำความตกลงกับกรุงเทพมหานคร
มาตรา 122 การตั้งงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนในกรุงเทพมหานคร ให้รัฐบาลตั้งให้กรุงเทพมหานครโดยตรงภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอื่น เงินอุดหนุนที่รัฐบาลที่รัฐบาลจัดให้แก่กรุงเทพมหานครนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะออกระเบียบกำหนดการใช้จ่ายเงินดังกล่าวก็ได้
มาตรา 123 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อนการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงหรือสั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้แจงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของกรุงทเพมหานคร ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นว่า การปฏิบัติใดๆ ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขัดต่อกฎหมาย มติของคณะรัฐมนตรี หรือว่าเป็นไปในทางที่อาจทำให้เสียประโยชน์ของกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะยับยั้งหรือสั่งตามที่เห็นสมควรก็ได้
จากสภาเทศบาลสู่สภากรุงเทพมหานคร
การปกครองในรูปเทศบาลปละกรุงเทพมหานครปัจจุบันมีองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ หรือมีสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง กล่าวคือ ในสมัยเทศบาลก็มีสภาเทศบาล และสมัยกรุงเทพมหานคร มีบทบาทและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด
ในตอนแรกเริ่มก่อตั้งเทศบาลนครกรุงเทพเมื่อ พ.ศ. 2480 นั้นเทศบาลมีสภาเทศบาล สมัยที่ 1 ประกอบด้วยสมาชิกที่รัฐบาลแต่งตั้งทั้งหมด จำนวน 122 คน และสมาชิกสภาชุดนี้มีอายุเพียง 1 ปี ตามบทเฉพาะกาลแห่ง พ.ร.บ. จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 เมื่อหมดสมัย สภาเทศบาล สมัยที่ 2 จึงเริ่มมีสมาชิกแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทที่ 1 ราษฎรเลือกตั้งตั้งจำนวน 138 คน ประเภทที่ 2 รัฐบาลแต่งตั้งจำนวน 69 คน (กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกประเภทที่ 1) รวม 2 ประเภทเป็น 207 คน นับเป็นสภาเทศบาลที่มีการเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกในสภามากที่สุดเป็นประวัติการณ์
การที่จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลในยุคนี้มีมาก เพราะกฎหมายจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 กำหนดให้เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลจากตำบลที่อยู่ในเขตเทศบาลตำบลละ 1 คน ถ้าตำบลใดราษฎรมากกว่า 2,000 คน ถ้าถึงครึ่งให้นับเป็น 2,000 ถ้าต่ำกว่าครึ่งไม่นับ จึงเป็นผลให้สภาเทศบาลมีจำนวนสมาชิกมากมาย ทำให้การประชุมสภาเทศบาลเป็นไปด้วยความลำบากเพราะสถานที่ภายในศาลาเทศบาลไม่อำนวยให้ประชุมได้ ในการประชุมครั้งแรก ได้กระทำพิธีเปิดที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 การกระชุมต่อมาไม่มีที่ประจำได้อาศัยยืมพระที่นั่งอนันตสมาคมบ้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ้าง กระทรวงกลาโหมบ้าง หอประชุมศิลปากรบ้าง สุดแต่ความสะดวก
สภาเทศบาลสมัยที่ 3 พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ได้ถูกยกเลิกไป และประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2481 แทน ซึ่งเริ่มในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2483 ตามกฎมายกำหนดจำนวนสมาชิกให้มีเพียง 36 คนเท่านั้น และเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งประเภทเดียว สภาเทศบาลในสมัยที่ 3 นี้อยู่ในระยะที่ได้ย้ายสำนักงานจากถนนกรุงเกษมมาที่เสาชิงช้า สถานที่ประชุมของสภาในห้องประชุมภายในศาลาเทศบาลได้ ไม่ต้องหาสถานที่อื่นเป็นที่ประชุมเหมือนแต่ก่อน
ระหว่างที่สภาเทศบาลสมัยที่ 3 ยังไม่หมดอายุ พระราชบัญญัติเทศบาลฉบับ พ.ศ. 2481 ถูกยกเลิก โดยมีพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2486 เข้ามาใช้แทน กฎหมายเทศบาล กฎหมายเทศบาลฉบับ พ.ศ. 2486 นี้กำหนดจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลนครโดยยึดหลักตามตัวเหมือนฉบับ พ.ศ. 2481 แต่เพิ่มจำนวนเป็น 48 คน และมีบทเฉพาะกาลระบุว่าสมาชิกที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้วในวันใช้กฎหมายนี้ (36 คน) ก็ให้คงอยู่ต่อไปจนกว่าจะถึงคราวออกตามวาระ แต่ให้กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 เข้ามาสมทบให้ครบจำนวนตามกฎหมายจึงเป็นอันว่ากระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 เข้ามาสมทบอีก 12 คน รวมเป็น 48 ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด
ต่อสมาชิกสภาเทศบาลสมัยที่ 3 นี้ ต้องถูกยุบโดยคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 457/2488 ลงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2488 และคำสั่งได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกใหม่ทั้งหมด 48 คน ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันมีคำสั่งยุบ
สภาเทศบาลสมัยที่ 4 เข้ามารับช่วงในเดือนพฤศจิกายน 2488 ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 48 คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเมื่อถึงกำหนดออกตามวาระในเดือนพฤศจิกายน 2492 แล้ว สภาเทศบาลสมัยที่ 5 ก็เริ่มขึ้น โดยมีจำนวน 48 คนเท่ากับสมัยที่ 4 ในระหว่างที่สภาชุดนี้ไม่หมดอายุ กฎหมายเทศบาลได้ถูกเปลี่ยนแปลงอีก โดยมีพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 4596 ออกมาใช้แทน โดยกำหนดจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลนครเพียง 24 คน และให้มี 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ราษฎรเลือกตั้งจำนวน 12 คน ประเภทที่ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งอีก 12 คน และกำหนดอายุของสมาชิกเป็น 5 ปี แทน 4 ปี ตามกฎหมายเก่า นอกจากนี้ยังมีบทเฉพาะกาลให้สมาชิกเดิม 48 คน ที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ในวันใช้กฎหมายใหม่นั้นพ้นจากตำแหน่ง และให้มีการเลือกตั้งและแต่งตั้งสมาชิกใหม่ (24 คน) ภายใน 90 วัน นับแต่วันใช้กฎหมายใหม่ด้วย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลสมัยที่ 6 ได้กระทำเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2496 และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 เข้ามาสมทบเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2496
สภาเทศบาลสมัยที่ 7 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ถูกแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. 2499 โดยราษฎรเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลทั้งหมด 24 คนเดิม สมาชิกชุดนี้ได้รับเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 และถูกยกเลิกโดยคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 513/2502 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2502
สภาเทศบาลสมัยที่ 8 มีสมาชิก 24 คนได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทยเมื่อ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2502 อยู่ในตำแหน่งจนครบ 5 ปีและยังได้รับแต่งตั้งเป็นสภาเทศบาลสมัยที่ 9 ต่ออีกสมัย
สภาเทศบาลสมัยที่ 10 เป็นสภาเทศบาลครั้งสุดท้าย มีการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2511 และมีอายุถึง พ.ศ. 2514 เมื่อได้มีประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 25 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2514 ให้รวมเทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นเทศบาลนครหลวง แต่สภาเทศบาลนครหลวงมีอายุเพียง 1 ปี ก็ถูกยกเลิกโดยประกาศของคณะบฏิวัติ ฉบับที่ 335
สำหรับตำแหน่งประธานสภานั้น ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 กำหนดว่าประธานสภาและนายกเทศมนตรีจะเป็นบุคคลเดียวกันไม่ได้จึงมีการเลือกตั้งประธานสภาแยกจากนายกเทศมนตรี แต่ในส่วนพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2481 กับ พ.ศ. 2486กลับบัญญัติตรงกันข้าม คือ ให้นายกเทศมนตรีทำหน้าที่เป็นประธานสภาด้วยฉะนั้นในระยะที่ใช้กฎหมายเทศบาล พ.ศ. 2481 กับ พ.ศ. 2486 นายกเทศมนตรีจึงเป็นคนๆเดียวกับประธานสภา
ประธานสภาเทศบาลนครกรุงเทพคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งในสมัยเริ่มเปิดสภาครั้งแรกใน พ.ศ. 2480 คือ พระยาเดชานุชิต (หนาบุนนาค) ส่วนประธานสภาเทศบาลคนสุดท้าย ได้แก่ นายประหยัดเอี่ยมศิลา แต่งตั้งเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2515
สภากรุงเทพมหานครจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ให้เรียกนครหลวงของประเทศไทยว่า "กรุงเทพมหานคร" และกำหนดให้กรุงเทพมหานครมีสภากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งเขตละหนึ่งคนและผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐในตรีว่ากระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง เท่ากับจำนวนเขตในกรุงเทพมหานครในสี่ปีแรกของการจัดตั้งกรุงเทพมหานคร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งแต่งตั้งลงวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2516 นับเป็นสภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 1 มีสมาชิกสภาทั้งหมด 46 คน โดยมีพระยามไหสวรรย์เป็นประธานสภาคนแรก ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2516 - วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2518 และนายสนองปรัชญนันท์ เป็นระธานสภาคนที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2518 - วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518
สภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 จากความสับสนในฐานะของกรุงเทพมหานครตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ออกใช้บังคับใหม่ และตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวให้ดำเนินการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ (21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518) สภาชิกสภากรุงเทพมหานครสมัยที่ 2 มีจำนวน 41 คน จากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 โดยมี พ.ต.ต. เชาวลิต สิงห์เจริญ เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2518 - วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2520
สภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 3 ต่อมาได้มีคำสั่งตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2519 ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่ง ให้ยุบสภากรุงเทพมหานครและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 1 คนและรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 4 คน กับได้มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2520 แต่งตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จำนวน 45 คน โดยมีนายกำจัด ผาติสุวัณณ เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 - วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527
สภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 4 มีมติคณะรัฐมนตรีให้ปรับปรุงคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้แต่งตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จำนวน 45 คน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 โดยมีนายดำรงสุนทรศารทูล เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคน พ.ศ. 2527 - วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2528
สภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 5 เนื่องจากได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 แล้ว ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งได้บัญญัติให้ดำเนินการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขตให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน ผลการเลือกตั้งมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 จำนวน 54 คน ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระ 4 ปี โดยมีนายไพโรจน์ ประเสริฐ เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 - วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 และ นายประวิทย์ รุจิรวงศ์ เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 - วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532
สภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 6 เป็นการเลือกตั้งทั่วไป เมื่ออายุสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลงมีสมาชิกตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 57 คน โดยเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2533 และได้ปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระ 4 ปี โดยมีนายประเสริฐ นาสมพันธ์ เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2533 - วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2535 และวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2535 - วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2537
สภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 7 เมื่ออายุสภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 6 สิ้นสุดลง ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2537 มีสมาชิกตามที่กฎหมายกำหนด 55 คน โดยมีนายอรรถ แพทยังกุลเป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2537 - วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2539 และนายศราวุฒิ ปฤชาบุตร เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2539 - วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2541
สภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 8 ี่ได้จัดให้มีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2541 มีสมาชิกตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 60 คน โดยมีนายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์เป็นประธานสภา ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 - วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 นายเอนก หุตังคบดี เป็นประธานสภาตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 - วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 และนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เป็นประธานสภาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2543

.......................................................................................

อดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร
พระยามไหสวรรย์ (กอ สมบัติศิริ)
พระยามไหสวรรย์ นามเดิม นายกอ สมบัติศิริ เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2430 ที่ตำบลหัวลำโพง ถนนพระรามที่ 4 จังหวัดพระนคร เป็นบุตรนายฉาย นางนวม สมบัติศิริ ต้นตระกูลสมบัติศิริ ได้แก่ นายตัน เต็กงึ๊น ชาวเมืองซัวเถา ได้เดินทางมาค้าขายและรับราชการในกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จนได้เป็นพระยาศรี ราชอากรและบุตรคนโตของท่านก็รับราชการต่อ มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสมบัติวาณิช

พระยามไหสวรรค์ เป็นบุคคลลำดับที่ 4 ได้รับใบเทียบความรู้มัธยมพิเศษ จากนั้นจึงเข้ารับราชการในกรมเจ้าท่า กระทรวงนครบาล เมื่อ พ.ศ. 2448 ในตำแหน่งนายเวรหนังสือจนกระทั่งเป็นนายทะเบียนโท และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนและหลวงสกลสาราลักษณ์ตามลำดับ ต่อมา พ.ศ. 2460 กระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้ขอโอนท่านมารับราชการที่กรมบัญชีกลางในตำแหน่งนายเวรชั้น 1 จนกระทั่งเลื่อนเป็นผู้ช่วยอธิบดี กรมบัญชีกลาง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระมไหสวรรค์และเลื่อนเป็นพระยาเมื่อ พ.ศ. 2464 โดยมีอายุเพียง 34 ปี และอายุราชการ 16 ปี

ในปี พ.ศ. 2480 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศแต่งตั้งพระยามไหสวรรย์เป็น
นายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรีเป็นคนแรก ท่านได้เข้ามาช่วยวางรูปงานสมัยเริ่มตั้งเทศกาล ดังนั้นในสมัยต่อมาท่านจึงลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครธนบุรี และดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอีก 5 สมัย

ปี พ.ศ. 2484 ขณะที่พระยามไหสวรรค์เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรีนั้น มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งพระยามไหสวรรค์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2485 ท่านได้ขอถอนตัวจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีและกลับเข้ารับราชการเป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน

พระยามไหสวรรค์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จนถึง พ.ศ. 2488 จึงลาออกจากตำแหน่งทั้งการเมืองและราชการประจำ ในปี พ.ศ. 2489 ท่านกลับมารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรีเป็นครั้งที่ 4 อยู่ในตำแหน่งการปกครองท้องถิ่นได้ปีเดียวก็ถูกเรียกตัวมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2491 ท่านจึงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเหลือแต่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำแหน่งเดียว

หลังจากเดือนเมษายน พ.ศ. 2492 พระยามไหสวรรค์พ้นภาระจากการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ท่านจึงหันมาสนใจในธุรกิจการค้า จนถึง พ.ศ. 2506 จึงหวนกลับมาวงการการปกครองท้องถิ่นอีก โดยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภาเทศบาลนครธนบุรีครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2511เมื่อท่านมีอายุถึง 82 ปีแล้ว และได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี เป็นครั้งที่ 6 จน พ.ศ. 2514 ได้มีการยุบเทศบาลนครกรุงเทพกับเทศบาลนครธนบุรีรวมเป็นเทศบาลนครหลวง และเป็นกรุงเทพมหานครในที่สุด ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร และถึงแก่อนิจกรรมขณะยังดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2518 สิริรวมอายุได้ 87 ปี 3 เดือน 10 วัน


๒๕๑๘ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 2
นายสนอง ปรัชญนันท์

เกิดวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2453

วุฒิการศึกษา เนติบัณฑิตไทย สำเร็จวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 6

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2518 - วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518


๒๕๑๘ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 3
พ.ต.ต. เชาวลิต สิงห์เจริญ

-

วุฒิการศึกษา บัญชีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทกซัส

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2518 - วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2520


๒๕๒๐ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 4
นายกำจัด ผาติสุวัณณ

เกิดวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2453

วุฒิการศึกษา เนติบัณฑิตไทย

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 - วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527


๒๕๒๗ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 5
นายดำรง สุนทรศารทูล

เกิดวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2467

วุฒิการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2527 - วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2528


๒๕๒๘ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 6
นายไพโรจน์ ประเสริฐ

เกิดวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2484

วุฒิการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิต สำนักศึกษาอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 - วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530


๒๕๓๐ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 7
นายประวิทย์ รุจิรวงศ์

เกิดวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2484

วุฒิการศึกษา มัธยม 6 ร.ร. เซนต์คาเบรียล มัธยม 7 ร.ร. โยธินบูรณะ-ช่างกลปทุมวัน ฝึกงานที่ประเทศอังกฤษ 3 ปี

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 - วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532


๒๕๓๓ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 8
นายประเสริฐ นาสมพันธ์

เกิดวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2482

วุฒิการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2533 - วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2535 และวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2535 - วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2537


๒๕๓๗ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 9
นายอรรถ แพทยังกุล

เกิดวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2480

วุฒิการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2537 - วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2539


๒๕๓๙ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 10
นายศราวุฒิ ปฤชาบุตร

เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481

วุฒิการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2539 - วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2541


๒๕๔๑ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 11
นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์

เกิด พ.ศ. 2487

วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 - วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2542


๒๕๔๒ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 12
นายเอนก หุตังคบดี

เกิดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494

วุฒิการศึกษา เภสัชศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 - วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2543


๒๕๔๓ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 13
นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ

เกิดวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2506

วุฒิการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 - เมษายน พ.ศ. 2545


๒๕๔๔ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 14
นายสามารถ มะลูลีม

เกิดวันที่ 8 กรกฏาคม พ.ศ. 2502

วุฒิการศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัฒฑิต (การจัดการภาครัฐ ภาคเอกชน/MPPM) สภาบันบัฒฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2545

.......................................................................................

อำนาจหน้าที่ของสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

สภากรุงเทพมหานคร เป็นองค์กรนิติบัญญัติของกรุงเทพมหาครมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1. เสนอและพิจารณาให้ความเห็นชอบในการตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
2. พิจารณาและให้ความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งเป็นการพิจารณางบประมาณทุกหน่วยงานของกรุงเทพมหานครที่ฝ่ายบริหารตั้งมาว่ามีเหตุผลเหมาะสมอย่างไร และจะเพิ่มหรือลดให้เป็นไปตามกระบวนการของการออกข้อบัญญัติ
3. ควบคุมการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งมีวิธีการควบคุมได้ 4 ประการ คือ

3.1 โดยการตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ใช้ในการควบคุมได้ทางหนึ่ง

3.2 โดยการเสนอญัตติ เพื่อให้กรุงเทพมหานครดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร หากที่ประชุมสภาเห็นชอบในญัตติของสมาชิกสภา ก็จะส่งญัตติในเรื่องนั้น ๆ ให้ฝ่ายบริหารพิจารณาดำเนินการต่อไป

3.3 โดยการเปิดอภิปรายทั่วไป ซึ่งจะกระทำได้โดยสมาชิกสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เข้าชื่อเพื่อเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาอันเกี่ยวกับการบริหารราชการกรุงเทพมหานครได้

3.4 โดยการเป็นกรรมการสภา ซึ่งถือได้ว่าเป็นบทบาทอันสำคัญของสมาชิกที่จะควบคุมติดตามผลการบริหารงานของฝ่ายบริหารได้ เพราะคณะกรรมการของสภามีอำนาจกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้ แล้วรายงานต่อสภากรุงเทพมหานคร ถ้าสภากรุงเทพมหานครเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ประธานสภาก็จะส่งเรื่องให้ฝ่ายบริหารพิจารณาดำเนินการตามมติของสภาต่อไป
4. อำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบในกิจการที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องขอความเห็นชอบจากสภา หรือต้องรายงานให้สภาทราบ

4.1 การดำเนินกิจการนอกเขตกรุงเทพมหานคร

4.2 การทำกิจการร่วมกับบุคคลอื่นโดยก่อตั้งบริษัท หรือการถือหุ้นในบริษัท รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นที่กรุงเทพมหานครถืออยู่ต้องได้รับความอนุมัติจากสภากรุงเทพมหานคร

4.3 การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น โดยเรียกเก็บค่าบริการซึ่งกรุงเทพมหานครจะดำเนินการได้โดยการตราเป็นข้อบัญญัติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้ความเห็นชอบของสภาโดยปริยาย หากได้รับความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติดังกล่าว

4.4 การมอบให้เอกชนดำเนินกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนที่เกี่ยวข้องแทนกรุงเทพมหานคร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้กระทำกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นให้เป็นไปตามกฎระเบียบกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

4.5 การยืมเงินสะสมเกินกว่า 10 ล้านบาท และการขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด

4.6 การขอขยายเวลาเบิกจ่ายเงินเหลื่อมปีงบประมาณเกินปีงบประมาณถัดไป

4.7 การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปี (ยกเว้นโครงการซึ่งได้ระบุไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือโครงการที่ใช้เงินยืมสะสม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานครแล้ว)

4.8 การกู้เงินจากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่าง ๆ

4.9 การกู้เงินจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ

4.10 รับทราบรายงานการรับจ่ายเงินประจำปีงบประมาณซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว
5. อำนาจในการอนุมัติ

5.1 การอนุมัติข้อกำหนดกรุงเทพมหานคร

5.2 การอนุมัติให้ขยายเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมการที่สภาแต่งตั้งออกไป ในกรณีที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด
6. อำนาจในการวินิจฉัย

6.1 ให้สมาชิกสภาภายนอก เพราะเห็นว่าได้กระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง มติของสภาต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนของสมาชิกทั้งหมดของสภา

6.2 ให้สมาชิกสภาลาประชุมในสมัยประชุมหนึ่งเกินกว่า 3 วัน ที่มีการประชุม

6.3 กรณีมีปัญหาที่ต้องตีความข้อบังคับ ให้เป็นอำนาจของสภาที่จะวินิจฉัย
7. ร่วมกับฝ่ายบริหารในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
อำนาจหน้าที่ของประธานสภากรุงเทพมหานคร
• ดำเนินกิจการของสภากรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภากรุงเทพมหานคร
• เป็นประธานของที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร
• บังคับการงานในสภา
• รักษาระเบียบและความสงบเรียบร้อยในสภา
• เป็นผู้แทนสภาในกิจการภายนอก
• อำนาจและหน้าที่อื่นตามที่มีกฏหมายบัญญัติไว้ หรือตามที่กำหนดไว้ในข้องบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร
อำนาจหน้าที่ของรองประธานสภากรุงเทพมหานคร
• ทำหน้าที่ช่วยประธานสภาในกิจการอันเป็นหน้าที่ของประธานสภา หรือปฎิบัติตามที่ประธานสภามอบหมาย
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสามัญประจำ สภากรุงเทพมหานคร
คณะกรรมการสามัญ คือ คณะกรรมการที่สภากรุงเทพมหานครแต่งตั้งจากสมาชิกสภา คณะหนึ่งมีจำนวนอย่างน้อย 5 คน อย่างมากไม่เกิน 9 คน
คณะกรรมการสามัญ มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ และติดตามการปฎิบัติงานของฝ่ายบริหารในแต่ละด้าน มีทั้งหมด 9 คณะได้แก่
• คณะกรรมการตรวจรายงานการประชุมและพิจารณาเปิดเผยรายงานการประชุมลับ
• คณะกรรมการศึกษาและพัฒนาชุมชน
• คณะกรรมการโยธาและสาธารณูปโภค
• คณะกรรมการการสาธารณสุข สวัสดิการสังคมและการกีฬา
• คณะกรรมการการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม
• คณะกรรมการเศรษฐกิจและการคลัง
• คณะกรรมการการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย
• คณะกรรมการนโยบายและติดตามผลงานงลบประมาณรายจ่ายประจำปี
• คณะกรรมการกิจการสภากรุงเทพมหานคร
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิสามัญ สภากรุงเทพมหานคร
คณะกรรมการวิสามัญ คือ กรรมการที่สภากรุงเทพมหานครเลือกจากผู้ที่เป็นสมาชิกสภา หรือผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกสภา และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อผู้เป็นสมาชิกสภาหรือผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกสภา เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการวิสามัญ ส่วนจำนวนกรรมการให้เป็นไปตามที่สภากรุงเทพมหานครกำหนด

คณะกรรมการวิสามัญ มีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการ หรือพิจารณาสอบสวน หรือ ศึกษาเรื่องใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร แล้วรายงานต่อสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีการตั้งขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ

กรณีที่ 1 เมื่อสภาพิจารณาลงมติรับหลักการร่างข้อบัญญัติที่สมาชิกสภาหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้เสนอสภาต้องแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติ แล้วจึงรายงานผลการพิจารณาต่อสภา ถ้าสภาเห็นชอบก็จะส่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

กรณีที่ 2 ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษารายละเอียดก่อนรับหลักการหรือก่อนให้ความเห็นชอบในญัตติใด ๆ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่ายังไม่ชัดเจนเพียงพอแล้วให้นำผลการพิจารณาเสนอต่อสภาว่าสมควรจะรับหลักการหรือให้ความเห็นชอบในญัตติน้น ๆ หรือไม่ ประการใด
สมาชิกภาพของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
สมาชิกสภากรุงเทพมหานครมีวาระดำรงตำแหน่งตามอายุของสภากรุงเทพมหานคร คราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง เมื่ออายุของสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลงต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน นับแต่วันที่อายุของสภาสิ้นสุดลง และวันเลือกตั้งต้องกำหนดวันเดียวกันทั่วกรุงเทพมหานคร
นอกจากกรณีดังกล่าวข้างต้น สมาชิกสภากรุงเทพมหานครยังพ้นจากสมาชิกภาพด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
1. ตาย
2. ลาออกโดยยื่นหนังสือลาออกต่อประธานสภากรุงเทพมหานคร โดยมีผลนับแต่วันถัดจากวันที่ยื่นหนังสือลาออก
3. ขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งตามมาตรา 14 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 16 เว้นแต่กรณีตามมาตรา 16(4) คือ ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
4. ดำรงตำแหน่ง หรือปฎิบัติหน้าที่อื่นใดในส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานครหรือบริษัทที่กรุงเทพมหานครถือหุ้น หรือตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
5. ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ
6. ขาดประชุมสภากรุงเทพมหานครตลอดสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้รับอนุญาติจากประธานสภากรุงเทพมหานคร
7. สภากรุงเทพมหานครวินิจฉัยให้ออก ด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เพราะเห็นว่าได้กระทำการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร้องขอ หรือเมื่อสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเข้าชื่อกันยื่นญัตติให้สภาพิจารณา การวินิจฉัยใหออกมีผลตั้งแต่วันที่สภาลงมติ
8. ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกทม. ได้ลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และถ้าสมาชิกภาพของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลงพร้อมกันทั้งหมดเพราะเหตุดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นการยุบสภากทม.
ิ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคราว่างลงด้วยเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภากรุงเทพมหานคร ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 90 วัน เว้นแต่อายุของสภาจะเหลือไม่ถึง 180 วัน สมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาแทนจะอยู่ในตำแหน่งได้เท่าอายุของสภาที่เหลืออยู่
บทบาทหน้าที่ของสภากรุงเทพมหานครที่มีความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร
โครงสร้างการบริหารของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร คือ มีสภากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจหน้าที่แยกกันโดยเด็ดขาด และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน คือต่างมีสิทธิที่จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการยุบสภาและถอดถอนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เท่ากัน ตามหลักการดังนี้

1. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีอำนาจเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ยุบสภาเมื่อการดำเนินงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภากรุงเทพมหานครมีความขัดแย้งกันจนอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรุงเทพมหานคร หรือแก่ราชการโดยส่วนรวม

2. สภากรุงเทพมหานคร มีอำนาจเสนอมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาถอดถอนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้โดยมติคณะรัฐมนตรี กรณีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหรือปฎิบัติการอันเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร หรือแก่ราชการส่วนรวมหรือแก่การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน
นอกจากนี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภากรุงเทพมหานครยังมีความสัมพันธ์กันในเรื่องการปฎิบัติราชการอื่น ๆ อีกคือ
1. มีสิทธิเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครได้เหมือนกัน ยกเว้นร่างข้อบัญญัติงบประมาณ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้เสนอ และร่างข้อบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้เสนอจะต้องได้คำรับรองของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
2. สมาชิกสภากรุงเทพมหานครมีสิทธิตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็มีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้ของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เมื่อเห็นว่าเรื่องนั้น ๆ ยังไม่สมควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของกรุงเทพมหานคร
3. สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดมีสิทธิเข้าชื่อเสนอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงข้อเท็จจริงในปัญหาการบริหารราชการภายใน 15 วัน โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่มีสิทธิยับยั้งการอภิปราย
4. สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการสามัญของสภากรุงเทพมหานคร โดยเลือกจากสมาชิกกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญของสภากรุงเทพมหานคร โดยเลือกจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือผู้มิได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
5. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครให้สภากรุงเทพมหานครตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการวิสามัญได้ตามจำนวนที่สภากำหนด
6. สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจให้ความเห็นชอบในการดำเนินการของกรุงเทพมหานครในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

.......................................................................................

สภากรุงเทพมหานครเป็นองค์กรนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานครได้ปฏิบัติภารกิจและสร้างผลงานดังนี้
1. การประชุมสภากรุงเทพมหานคร ทั้งสมัยประชุมสามัญและสมัยประชุมวิสามัญ รวมทั้งสิ้น 12 สมัย ประชุม 60 ครั้ง จำแนกเป็น
2. ให้ความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครซึ่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ลงนามและประกาศ ใช้เป็นข้อบัญญัติในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รวม 20 ฉบับ เช่น
3. พิจารณาและให้ความเห็นชอบในญัตติที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเสนอ
4. ตั้งกระทู้ถามผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเรื่องต่าง ๆ ที่เกียวกับงานในหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร เช่น เรื่องขอทราบมาตรการป้องกันอัคคีภัยในอาคารสูงบริเวณที่มีการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร รวมทั้งการตั้งกระทู้ถามสดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เช่น เรื่อง การประมูลโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาและเรื่องการใช้เงินสะสมของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
5. ให้ความเห็นชอบในญัตติต่าง ๆ ที่ฝ่ายบริหารเสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการตามมติของสภาต่อไป เช่น เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการกำจัดมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร 3 โครงการ (โครงการกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช หนองแขม และรามอินทรา) เรื่อง โครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง สายพระราม 3 และ เรื่อง ขอความเห็นชอบผูกพันงบประมาณโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่เขตสาธร เขตบางกอกน้อย และเขตยานนาวา


.......................................................................................

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (อดีต - ปัจจุบัน )

นายชำนาญ ยุวบูรณ์ (1 มกราคม 2516 - 22 ตุลาคม 2516) จากการแต่งตั้ง
นายอรรถ วิสูตรโยธาภิบาล (1 พฤศจิกายน 2516 - 4 มิถุนายน 2517) จากการแต่งตั้ง
นายศิริ สันตะบุตร 5 มิถุนายน 2517-13 มีนาคม 2518 จากการแต่งตั้ง
นายสาย หุตะเจริญ 29 เมษายน 2518 - 9 สิงหาคม 2518 จากการแต่งตั้ง
นายธรรมนูญ เทียนเงิน 10 สิงหาคม 2518 - 29 เมษายน 2520 จากการเลือกตั้ง
นายชลอ ธรรมศิริ 29 เมษายน 2520 - 14 พฤษภาคม 2522 จากการแต่งตั้ง
นายเชาวน์วัศ สุดลาภา 24 กรกฎาคม 2522 - 16 เมษายน 2524 จากการแต่งตั้ง
พลเรือเอกเทียม มกรานนท์ 28 เมษายน 2524 - 1 พฤศจิกายน 2527 จากการแต่งตั้ง
นายอาษา เมฆสวรรค์ 6 พฤศจิกายน 2527 - 13 พฤศจิกายน 2528 จากการแต่งตั้ง
พลตรีจำลอง ศรีเมือง 14 พฤศจิกายน 2528 - 14 พฤศจิกายน2532 จากการเลือกตั้ง
พลตรีจำลอง ศรีเมือง 7 มกราคม 2533 - 22 มกราคม 2535 จากการเลือกตั้ง
ร.อ.กฤษฎา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา 19 เมษายน 2535 - 18 เมษายน 2539 จากการเลือกตั้ง
นายพิจิตต รัตตกุล 2 มิถุนายน 2539 - 1 มิถุนายน 2543 จากการเลือกตั้ง
นายสมัคร สุนทรเวช 23 กรกฎาคม 2543 – ปัจจุบัน จากการเลือกตั้ง

.......................................................................................


ปลัดกรุงเทพมหานคร (อดีตถึงปัจจุบัน)



ชื่อ - สกุล ดำรงตำแหน่ง
1. คุณหญิงนันทกา สุประภาตะนันท์ 1 กันยายน 2516 - 30 กันยายน 2521
2. นายธำรง พัฒนรัฐ 1 ตุลาคม 2521 - 7 มกราคม 2524
3. นายเด่น ภู่สุวรรณ 8 มกราคม 2524 - 30 กันยายน 2525
4. นายชลอ ธรรมศิริ 1 ตุลาคม 2525 - 30 กันยายน 2528
5. ว่าที่ร้อยตรี เสมอใจ พุ่มพวง 1 ตุลาคม 2528 - 15 มิถุนายน 2530
6. ร้อยตรี ศรีสิทธิ์ วาสิกศิริ รักษาการฯ 16 มิถุนายน 2530 - 2 เมษายน 2532
7. นายตรี ภวภูตานนท์ รักษาการฯ 7 เมษายน 2532 - 22 มกราคม 2533
ดำรงตำแหน่ง 23 มกราคม 2533 - 30 กันยายน 2533
8. นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา 1 ตุลาคม 2533 - 30 กันยายน 2536
9. นายประเสริฐ สมะลาภา 1 ตุลาคม 2536 - 30 กันยายน 2543
10. ร้อยตำรวจตรี เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ 1 ตุลาคม 2543 - 30 กันยายน 2545
11. นางณฐนนท ทวีสิน 1 ตุลาคม 2545 - ปัจจุบัน


.......................................................................................

เขต
มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานการปกครองท้องที่การพัฒนาชุมชน การส่งเสริมอาชีพ การทะเบียน การโยธา การรักษาที่สาธารณะ การพัฒนาผังเมืองเขต การระบายน้ำ การสาธารณสุข การจัดเก็บรายได้ การรักษาความสะอาด การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ การดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา การควบคุมดูแลโรงเรียนประถมศึกษา การดูแลและรักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครหรือที่กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยแบ่งส่วนราชการ ดังนี้
1. ฝ่ายปกครอง มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสารบรรณและธุรการทั่วไป การปกครองท้องที่ การเงินและพัสดุ การบริหารงานบุคคล การเลือกตั้ง การประชาสัมพันธ์ การรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์และอุบัติภัยและการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน การจัดทำแผนพัฒนาเขต งานด้านสารสนเทศ การรับส่งวิทยุของเขต การดูแลรักษาสถานที่และยานพาหนะส่วนกลาง และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
2. ฝ่ายทะเบียน มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการให้บริการประชาชนเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร ทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนทั่วไป ได้แก่ ทะเบียนครอบครัวและพินัยกรรม ทะเบียนชื่อตัวชื่อสกุล ทะเบียนมูลนิธิ การทะเบียนมัสยิดอิสลาม และทะเบียนศาลเจ้า การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนการดำเนินการแก่ผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
3. ฝ่ายโยธา มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซ่อมแซมและปรับปรุงโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และสิ่งสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ให้เป็นไปตามงบประมาณประจำปี การสำรวจเพื่อวางแผนการก่อสร้าง การปรับปรุงระบบระบายน้ำ การบำรุงรักษาคูคลองและท่อระบายน้ำ การป้องกันน้ำท่วม การควบคุมบังคับการหารือ ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ตรวจสอบ ควบคุม ดูแลรักษาที่สาธารณะ ดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง วางผังปรับปรุงบริเวณเฉพาะแห่งหรือบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตรวจสอบและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นไปตามมาตรฐานผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร รวมทั้งวางแผนด้านงบประมาณ และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
4. ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสุขาภิบาลอาหาร การสุขาภิบาลสถานที่ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายแก่สุขภาพ การสุขาภิบาลตลาด การสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม การสุขาภิบาลทั่วไป ให้ได้มาตรฐานทางสุขาภิบาลและถูกสุขลักษณะ การจัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข การพัฒนา ควบคุม และรักษาสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การเผยแพร่ อบรมประชาสัมพันธ์ด้านการสุขาภิบาลและการสาธารณสุข การกำจัด ห้าม และระงับเหตุรำคาญในที่สาธารณะหรือที่เอกชน การอนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียงและปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
5. ฝ่ายรายได้ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการจัดเก็บรายได้ของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอย ค่าอากรสัตว์ ค่าธรรมเนียมโรงฆ่าสัตว์ ค่าเช่าทรัพย์สิน ฯลฯ รับแบบแจ้งรายการเพื่อชำระค่าภาษี ตรวจสอบขนาดและประโยชน์การใช้สอยของโรงเรือนและที่ดิน ตรวจสอบขนาดและประเภทของป้าย เพื่อประกอบการประเมินภาษี ติดตามเร่งรัดผู้รับการประเมินภาษีที่ไม่ยื่นแบบตามกำหนดและดำเนินคดีแก่ผู้ค้างชำระภาษีโดยรวบรวมเอกสารส่งกองกฎหมายและคดี รวบรวมและจัดทำสถิติการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมและการรายงานการจัดเก็บภาษี จัดทำบัญชีแยกประเภท ทะเบียนผลประโยชน์ และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
6. ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การลดมลพิษ และรักษาสภาวะสิ่งแวดล้อม การบริการขนถ่ายสิ่งปฏิกูล การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ให้สวยงามร่มรื่นตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
7. ฝ่ายการศึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสารบรรณและธุรการทั่วไป การเงิน บัญชีและพัสดุ การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2523 ได้แก่ สำรวจเด็กเพื่อการเกณฑ์เด็กเข้าเรียน ผ่อนผันยกเว้นเด็กเข้าเรียนตามเกณฑ์ ควบคุมเด็กในเกณฑ์บังคับ ติดตามเด็กขาดเรียน จำหน่ายเด็ก จัดตั้ง ยุบ เลิก รวมและเปลี่ยนแปลงโรงเรียน งานกิจกรรมนักเรียนในสถานศึกษา ได้แก่ จัดตั้งกลุ่ม กองลูกเสือเนตรนารีและยุวกาชาด แต่งตั้งผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ยุวกาชาด การทะเบียน ลูกเสือ ยุวกาชาด ตรวจเยี่ยมโรงเรียน จัดพิธีการและกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน ดำเนินการเกี่ยวกับการเจ้าหน้าที่ของข้าราชการครูและลูกจ้างของโรงเรียนและข้าราชการในงานศึกษาธิการ การเลือกตั้ง อ.ก.ก. ข้าราชการครู การเลือกตั้งคณะกรรมการคุรุสภา การนิเทศ การศึกษา การดเนินการเกี่ยวกับการส่งครูเข้ารับการฝึกอบรม การประชุมสัมมนาครู การนิเทศและตรวจเยี่ยม งานสนับสนุนวิชาการ วิจัย ประเมินผลโครงการและเผยแพร่การประสานงานวิชาการระหว่างโรงเรียน กลุ่มโรงเรียน ดำเนินงานศูนย์วิชาการเขตและปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
8. ฝ่ายการคลัง มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินงานและควบคุมเกี่ยวกับการรับเงินในสำนักงานด้วยเครื่องแคชรียีสเตอร์ (Cash Register) และการรับเงินประเภทอื่น ๆ การเบิกจ่ายเงิน การจัดทำบัญชี การจัดซื้อวัสดุคุรุภัณฑ์ของส่วนราชการต่าง ๆ การจัดทำงบประมาณประจำปี และควบคุมการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การจัดทำและตรวจสอบฎีกาเบิกจ่ายเงิน และตรวจสอบหลักฐานให้ถูกต้องตามระเบียบ การปฏิบัติงานตามระบบคอมพิวเตอร์ของกรุงเทพมหานคร รวม 6 ระบบงาน ได้แก่ ระบบการเงิน ระบบงานบัญชี ระบบงานงบประมาณ ระบบงานจัดซื้อ ระบบงานจัดจ้าง และระบบงานบัญชีทรัพย์สิน และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
9. ฝ่ายเทศกิจ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และบังคับการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร การวางแผนปฏิบัติงาน การชี้แจงประชาสัมพันธ์ การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดี และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
10. ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการพัฒนาชุมชนทั้งทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม อนามัย และคุณภาพชีวิต ทั้งในชุมชนแออัด ชุมชนชานเมือง เคหะชุมชน หมู่บ้านจัดสรร และชุมชนเมืองที่กรุงเทพมหานครกำหนดขึ้น การจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การจัดให้มีองค์กรประชาชนในรูปแบบคณะกรรมการชุมชน การสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่ชุมชนและทางราชการ การประสานงานกับภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน เช่น สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชน และการปรับปรุงชุมชนบุกรุก ชุมชนก่อสร้าง ในด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการรักษาความสะอาด การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรื้อย้ายชุมชน และจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่เหมาะสม ให้การสงเคราะห์แก่ผู้ที่ด้อยโอกาสและผู้ประสบภัย ส่งเสริมการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาจิตใจ การจัดอบรมให้คำปรึกษาแนะนำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และความคิดริเริ่มในการพัฒนาชุมชน การส่งเสริมอาชีพของประชาชน เช่น จัดฝึกอบรมอาชีพระยะ สั้น และประสานงานจัดหาแหล่งจำหน่ายผลผลิต การให้ข่าวสารด้านแรงงานแก่ผู้ว่างงานในชุมชน การให้คำปรึกษาแนะนำทางวิชาการเกษตร สภาพแวดล้อมเพื่อการเกษตรและปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง




7 Comments:

Post a Comment

<< Home